วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

รักษามะเร็งด้วย ศิลปะ







ความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมโครงการ 30 ชม. แห่งการบำบัด ณ สถาบันมะเร็ง
จาก 74 แบบสอบถาม
100% รู้สึกมีสุขภาพดีขั้นหลังเข้าร่วมกิจกรรม
100% คิดว่าศิลปะสามารถรักษาอาการทางกายได้
99% รู้สึกชอบกิจกรรมในแต่ละครั้ง
ศิลปะบำบัด คือ
พลังอย่างหนึ่งของชีวิต
ความสุข
การใช้ศิลปะกับการรักษาโรค มีผลด้านจิตใจ
การใช้ศิลปะในการรักษา
ดนตรี วาดภาพ
วาดภาพ ดนตรี
หายเจ็บป่วย
ยาวิเศษ
ผ่อนคลาย ฝึกกำลังใจ
การนำกิจกรรมด้านศิลปะ ไม่ว่าจะวาดรูป, ร้องเพลง หรืออื่นๆ มาทำให้ผ่อนคลายจากโรค
ทำให้คลายเครียด และมีความสุข
____
เป็นการจัดกิจกรรมที่ดี เพราะผู้ป่วยสุขภาพจิตค่อนข้างแย่ แต่การจัดกิจกรรมเช่นนี้ ทำให้ผู้ป่วยสุขภาพจิตดีขึ้น
ขอขอบคุณที่ทำให้ชีวิตสดชื่น
ได้บอกความรู้สึกต่างๆในตัวตนของเรา อยากให้จัดบ่อยๆ
อยากให้มีอีกบ่อยๆ
ควรจัดเป็นประจำ
อยากให้มีโครงการต่อเนื่อง
ควรจัดกิจกรรมอย่างนี้อีก
ก็น่าจะมีต่อๆไป ชอบมาก
อยากให้ทำกิจกรรมอย่างนี้ยิ่งๆขึ้นไป
ชอบทีมงานค่ะ เป็นกันเอง
ขอขอบคุณผู้จัดกิจกรรมมากม๊ากค่ะ
ขอให้ทำโครงการแบบนี้เรื่อยๆไป
ขอให้จัดอีก
ทีมงานจัดกิจกรรมได้ดี ดูจริงใจ ทำให้เกิดกำลังใจ
_______
คุณหน่อย: ภูมิใจนะ ดีใจและก็ได้มีความสุขมากเลย การที่เราเคยเครียดกับที่เราเป็นแบบนี้...ภูมิใจมาก ชอบมาก กำลังใจมาเต็มร้อย ชอบมากเลยทุกๆกิจกรรม ได้เดินจงกรม ชอบมาก มันมีสมาธิมากขึ้น
คุณเพ็ญ: ก็เคยศึกษามาบ้างว่าการใช้ศิลปะบำบัดเนี่ยมันเป็นยังไง บางทีก็เกิดความเครียด เพราะว่าเราเป็นคนที่เอาจริงเอาจังกับชีวิตมาก พอเราได้มาทำแบบนี้ มันก็ช่วยได้มาก เพียงแต่ว่าเวลามันจำกัด... อยากจะทำอะไรก็ระบาย ระบายออกไปเลอะๆ ไอ้สิ่งที่มันติดค้างอยู่ในใจก็ช่วยให้ออกมา มันก็มีส่วนดีขึ้น อันนี้ถือว่าเป็นการบำบัดทางด้านจิตใจ ในส่วนหนึ่ง... แล้วปกติก็เป็นคนที่ชอบฟังเพลง เพลงบรรเลงอะไรอย่างงี้ ดนตรีก็เป็นศิลปะสาขานึง อันนี้ก็เพิ่งเคยทำเป็นครั้งแรก (ศิลปะ) ช่วยได้หลายอย่าง ถ้าสาธยายก็คงไม่หมดง่ายๆ ช่วยให้เราอารมณ์ดีขึ้น จิตใจดีขึ้น ผ่อนคลาย มันก็มีผลต่อสุขภาพจิตของเรา ถ้าสุขภาพจิตดี ร่างกายของเราก็ดีด้วย ก็ขอฝากไว้ ขอบคุณที่ได้มาร่วมกิจกรรม
คุณวิ: เป็นคนไม่ชอบร้องเพลงแต่ชอบฟัง ไม่ชอบวาดรูปแต่ชอบดูรูป เป็นคนเล่นกีฬา ไม่อยากบอกว่าเป็นมะเร็งมา 4 รอบ นี่เป็นครั้งที่ 4 หลายคนสงสัยว่าทำไมสู้อยู่ได้ ให้คีโมมา 3 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 แต่สามารถอยู่ได้เพราะใช้บรรดาพวกนี้ ไม่ชอบวาดรูปแต่ชอบทำดอกไม้ ขณะที่ทำดอกไม้ มันใช้สมาธิ ไม่เคยมีอาการปวดจากการเป็นมะเร็ง ให้คีโมทุกครั้ง ไม่เคยคลื่นไส้ อาเจียน แต่ทุกครั้งที่ปวด ก็จะหาอะไรมานั่งทำ เช่นทุกวันเนี้ยเอาเหรียญบาทมานั่งพับ สำหรับโครงการ อันเนี้ย คือการที่สู้มาได้ แต่ถามว่าจิตตกมั้ย ที่เป็นมะเร็ง ก็จิตตก แต่ใครก็ช่วยเราไม่ได้ถ้าเราไม่ช่วยตัวเอง
คุณตุ๊กตา (สมลักษณ์): การเคลื่อนไหวของร่างกายเรา ถ้าอยู่เฉยๆ มันคงไม่ดีแน่ ก็พยายามจะมาทุกครั้ง มาออกกำลังกาย พูดกันง่ายๆ แล้วบางอย่างมาเจอเพื่อนฝูง มันลืมความทุกข์นะคะ มีความสุขค่ะ
คุณเบ็น (นักศึกษาแพทย์): ต้องเรียนอีก 6 ปีถึงจะเป็นหมอได้ ที่มาร่วมกิจกรรมฯก็เพราะอยากรู้ว่า Would it be rewarding? (มันจะคุ้มค่าไหม) ก็พบว่า อยากให้คนดีขึ้น และอยากรักษาคน ถ้ารักษาไม่ได้ ก็ยังอยากให้คน(ผู้ป่วย) มีความสุข คือ ทำสิ่งที่เราทำได้
คุณน้อย: จริงๆ ก็ เชื่อในเรื่องของศิลปะ และงานที่ทำประจำก็คือ ทำ Patch work (ปักผ้า) เข้าใจว่าศิลปะ คือ สมาธิที่ดีที่สุด ยิ่งงาน Patch work (ปักผ้า) ทำไปแล้วยิ่งฟังเพลงไปด้วยเนี่ย ถ้าทำไป แล้วใจเราอยู่ที่ผลงานของเรา ที่ผ้า ชิ้นงาน เราหยิบผ้ามาสารพัดสี ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าออกมาจะสวย หรือไม่สวย แต่ก็สรุปได้ว่า ไม่ว่าชิ้นไหน พอเอาผ้ามาประกอบกัน ยังไงก็สวย พอเสร็จออกมามันก็สวยหมด มันก็เป็นสมาธิที่ดี ดีมากๆเลย ก็ดีใจที่เราค้นพบสมาธิ คือ ความสุขอย่างนึง อันนี้ก็คงจะเป็นทางหนึ่งเหมือนกัน
คุณต๋อย (พยาบาล): ดีใจที่ได้มาศิลปะบำบัด ได้เห็นคนไข้ยิ้ม หัวเราะออกมา เราทำงานก็มีความรู้สึกว่า มีความสุขมากขึ้น... อยากจะบอกให้คนไข้สู้ๆค่ะ ต๋อยก็มีปัญหา ปัญหาของพยาบาลกับคนไข้อาจจะไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเราสู้ อย่างหนูเจอป้าวิครั้งแรกเนี่ย ไม่เคยสัมผัสป้าเค้า ไม่เคยทราบว่าเค้าเป็นมากี่ครั้ง เราเห็นเค้าสู้ เราเหนื่อยแค่ไหน เราก็สู้ พอเห็นเค้าสู้ พยาบาลก็สู้ขาดใจเหมือนกัน
คุณมะลิ: รู้สึกมีความสุข และก็สดชื่นขึ้นมากเลยค่ะ
คุณแอ๊ว: รู้สึกดีใจมาก ที่ได้มาพบเพื่อนๆ ได้มาเข้าโครงการฯ หมดความกังวล ได้มาพบเพื่อนๆ หลายท่าน เพื่อนใหม่หลายคน
คุณปิ๋ว : ป้าเองก็เป็นพยาบาลที่เกษียณแล้วมาเป็นจิตอาสา ก็อยากให้กำลังใจคนไข้ทุกคน ก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะเหมือนกัน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเราต้องเข้มแข็ง คุมสติให้ได้ ถ้าเผื่อเราจิตตกปุ๊บ เราก็ตั้งสติใหม่ ต้องยิ้มสู้ ต้องยิ้มสู้ลูกเดียว สร้างพลังให้ตัวเอง กิจกรรมทั้งหลาย ก็เพื่อที่จะสร้าง ให้คนมีภูมิคุ้มกันที่ดี ถ้าเรามีภูมิคุ้มกันที่ดี โรคแทรกซ้อนก็เข้ามายาก เพราะบางคนที่ผ่านมาหลายอย่างหลายครั้ง มันจะมาช่วงที่เราเครียด บางทีจิตตก ไม่ว่าพยาบาลเอย คนไข้ก็เหมือนกัน ถ้าเผื่อว่ามีปัญหา ก็พูดออกมาได้นะคะ อย่าไปเก็บอยู่คนเดียว อย่างได้ระบาย(ในกิจกรรม) อย่างนี้ออกมา มันก็สื่อได้หลายอย่าง อย่างที่นี้เค้ามีดนตรีบำบัด ทุกวันพฤหัส เราก็ลงไปร่วม ไปตบมือ ไปให้จังหวะกับเค้า เราก็มีความสุข เราคิดในแง่ที่บวกๆไว้ ถ้าเผื่อเรามีปัญหา ขอให้พูดขอให้ถาม อย่าเก็บไว้คนเดียว บางทีสิ่งที่เราคิด อาจจะไม่ใช่ ถ้าข้องใจไม่อยากให้เก็บ อยากให้คุย ทุกอย่างก็จะดีขึ้น...เมื่อเราทำกิจกรรมกันมาแล้ว เราก็รู้ ปากกา, ดินสอ เราก็ทำได้ หยิบขึ้นมา ระบายไปเถอะ เขียนโน่นเขียนนี่ เดี๋ยวเราก็สดชื่นแล้ว เดี๋ยวก็ลืม ก็อยากจะฝากให้ทุกคนนะคะ มีทุกข์มีสุขอะไรก็ เหมือนกันทุกคนแหละ มันเป็นธรรมชาติ อยากให้มีสติกัน เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ







วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ชมรมจิตเวชเด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย






ศิลปะเป็นภาษาที่ dynamic จากการอบรมครั้งนี้สิ่งที่นำเสนออาจไม่ใช่เรื่องที่ใหม่จนไกลตัว เพราะผู้สร้างภาษา ผู้คิดคนภาษากลับไม่ใช่ใครอื่นไกล นอกจากตัวศิลปินเอง การ empowerความเป็นศิลปินที่ใช่จากตัวตน แต่จากการเข้าใจในตัวตน ของผู้สร้างชิ้นงาน ผู้บำบัด และผู้รักษา ที่ไม่มีเส้นแบ่งใดๆบนโลกแห่งศิลปะ เปรียบเสมือนเป็นการเดินทางร่วมกัน การจะเข้าถึงจิตใจของผู้รับการบำบัดที่เป็นเด็กหรือวัยรุ่น นั้นคงไม่มีวิธีใดที่จะดีไปกว่าการย้อนกลับไปสู่ความเป็นเด็กหรือวัยรุ่นในตัวของผู้บำบัดเอง ศิลปะเป็นเหมือนเส้นทางเดินให้ผู้บำบัด ร่วมเดินทางไปบนเส้นทางที่ บางคนอาจเคยเดินทางผ่านมาแล้ว บางคนอาจยังไม่เคย เพื่อสามารถที่จะ แนะนำ แบ่งปัน และเข้าใจ ในผู้ที่เราร่วมเดินทางมาด้วยกัน หรือ เส้นทางที่ตัวเองเคยเดินผ่านมาแล้วได้เป็นอย่างดี



วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

At my bedside ศิลปะบำบัดข้างข้างเตียง ณ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ



art and walking meditation








ทำอย่างไรผู้คนจะเข้าใจว่า ศิลปะ และ ธรรมะ หาใช่คนละเรื่องกัน ศิลปะเป็นเหมือนเครื่องสะท้อน เป็นเหมือนตัวเชื่อมให้เรากลับไปหา
สภาวะแห่งจิตที่ตื่นรู้
จิตที่เบิกบาน
จิตที่เข้าใจ ในความรู้สึกที่แท้จริงแห่งจิตนั้น
จิตที่เห็นทุกข์ แต่ใช่จมกับความทุกข์นั้น
จิตที่เรียนรู้ที่จะให้และรับ อย่างไร้เงื่อนไข
ถ้ามีสิ่งใดที่สามารถสร้างโอกาสให้จิตสามารถ เข้าถึงสภาวะ เหล่านี้
แม้ผู้คนจะมีความทุกข์ที่ต้องเผชิณอยู่ตรงหน้า
แม้ชีวิตจะแขวนอยู่บนความรู้และไม่รู้
ถ้ายาพาหนะแห่งจิตนี้จะถูกเรียกว่า ศิลปะ
และมันจะเป็นคนละเรื่องกับ ธรรมะ
หรือการเข้าถึงของสภาวะธรรมแห่งจิต หรือ?


วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ศิลป์บำบัดแห่งมิตรภาพ ขอเชิณเข้าร่วมกิจกรรมการบำบัดด้วยศาตร์และศิลป์



กลุ่มศิลปะบำบัด Artfield ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ มูลนิธิมิตรภาพบำบัด (กองทุนนพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์) ในโครงการศิลปะบำบัดต้านมะเร็ง ได้จัดกิจกรรมบำบัดแบบต่อเนื่อง “ศิลป์แห่งมิตรภาพบำบัด ศิลปะบำบัดแบบครอบครัวสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโรคเรื้อรัง” จึงขอเชิญชวนผู้ป่วยโรคมะเร็ง/โรคเรื้อรัง และผู้ดูแลใกล้ชิดเข้ารวมกิจกรรม
วัตถุประสงค์ของโครงการ
1) ใช้กระบวนการทำศิลปะในการบำบัดฟื้นฟูสภาวะจิตใจโดยมีคนไข้เป็นศูนย์กลาง และการใช้กระบวนการทางศิลปะเป็นช่องทางที่จะช่วยบรรเทาทุกขภาวะของผู้ป่วยมะเร็งและโรคเรื้อรังผู้เข้าร่วมโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ
2) ศึกษาและพัฒนารูปแบบกิจกรรมศิลปะบำบัดที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยมะเร็งและโรคเรื้อรังในประเทศไทย โดยมุ่งหมายที่จะนำรูปแบบกิจกรรมดังกล่าวไปใช้ในองค์กรสุขภาพภาคีต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์แก่ผู้ป่วย
3) สร้างความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมของการดำเนินโครงการศิลปะบำบัดเพื่อผู้ป่วยมะเร็งและโรคเรื้อรังที่จะเกิดขึ้นในแต่ละองค์กร และการพัฒนาได้จริงหลังจากเสร็จสิ้นโครงการนำร่อง
4) เพื่อส่งเสริมทัศนคติแง่บวกอย่างสร้างสรรค์ในการดูแลสุขภาวะกายและใจสู่สังคมโดยกว้างผ่านการเผยแพร่โครงการศิลปะบำบัดต้านมะเร็ง
จำนวนที่รับสมัคร
25คน
วันและเวลา
แบ่งเป็น 3 ครั้ง คือ
1. วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน 2553 เวลา 13.00 – 16.30 น.
2. วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน 2553 เวลา 13.00 – 16.30 น.
3. วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน 2553 เวลา 13.00 – 16.30 น.
สถานที่
ห้องประชุม 206-207
2 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 2 อาคารรวมหน่วยราชการ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพ
คุณสมบัติผู้สมัคร
1. เป็นคนไทย อายุ15 ปีขึ้นไป
2. อยู่ในระยะการรักษาโรคมะเร็ง หรือโรคเรื้อรัง
3. สามารถเข้าร่วมอย่างต่อเนื่องทั้ง 3 ครั้ง
4. สามารถสมัครเป็นคู่ โดยมีความสัมพันธ์แบบ ผู้ป่วยและผู้ดูแลรักษาที่ใกล้ชิด
5. สามารถสื่อสารและดูแลตนเองในช่วงการร่วมกิจกรรม
6. เป็นผู้สนใจศาสตร์การบำบัดรักษาทางเลือก ทางด้านศิลป์บำบัด (Creative Therapy)
ผู้ที่สนใจเข้าร่วมอบรม
ติดต่อสอบถามรายละเอียดและขอใบสมัครได้ที่ คุณนิภาพร เรื่อเรืองรัตน์ (แจง)
มูลนิธิมิตรภาพบำบัด (กองทุนนพ.สงวน นิตยารัมภ์พวงศ์) ชั้น 2 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อาคารรวมหน่วยราชการ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา
โทร 02-141-4253 หรือ email: heart2hear.f@gmail.com

วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Pain as Art, Art as Pain ,Art Therapy Symposium in 21st Annual Scientific Meeting of Thai Association for the Study of Pain,Royal Cliff,Pattaya







ความปวดเป็นเรื่องที่ subjective ไม่แตกต่างจากศิลปะ ความปวดไม่ใช่มีเพียงมิติเดียวเท่านั้น ความปวดไม่ใช่เรื่องราวของร่างกายเท่านั้น ความปวดมีเรื่องของทัศนะคติ ความรู้สึก อารมณ์ และความสัมพันธ์ อย่างแยกขาดไม่ได้ เมื่อมุมมองของความปวดทางการแพทย์ถูกมอง กว้าง ด้วยการมองผ่านมุมมองแห่งศิลป์ ทำให้การเดินทางระหว่าง เรา ในการค้นหาทางออกแห่งความปวดนั้น เต็มไปด้วยความเข้าใจ การปลดปล่อย การรับฟัง ที่มีสุนทรีย์ และตรงเป้าหมาย มากขึ้น









นิทรรศการ กุมาร Art Therapy โรงพยาบาลศิริราช 30 ชม.แห่งการบำบัดด้วยศิลปะและดนตรี






ข้อมูลหลังเข้าร่วมกิจกรรมศิลป์บำบัดแบบต่อเนื่อง 10 ครั้ง 30 ชั่วโมง
จากแบบสอบถาม 103 ชุด
97% ของผู้เข้าร่วม รู้สึก มีสุขภาพดีขึ้นไหม
89% ของผู้เข้าร่วม หลังเข้าร่วมกิจกรรมคุณมีความสุขมาก
100% ของผู้เข้าร่วม สนใจถ้ามีการจัดครั้งต่อไป
96% ของผู้เข้าร่วม คิดว่าศิลปะช่วยรักษาคนเราให้ดีได้

“โลกแห่งสีสัน โลกแห่งความสนุก
โลกแห่งการเรียนรู้ ศิลเปรอะ โลกแห่งจินตนาการ
เสรีภาพในโลกกว้าง ร่วมกันประคับประคอใจ
ศิลปะไร้ขอบเขต มีสิ่งวิเศษอยู่ในใจ
สี
ลูกแกะในทุ่งกว้าง
สันสันสร้างความฝัน

และจินตนาการ สดใส สดชื่น
ดอกไม้ในเมืองใหญ่
รวมใจสร้างสรรค์ มุ่งมั่นทำความดี ภาพมองเพลิน
รวมพลังกันสร้างความดี”

ป้าแบน:
“ความรัก ความปรารถนาดีต่อเพื่อนร่วมโลก มีคนที่ใช้ศิลปะเชื่อมคนเหงา คนเศร้า ให้เข้มแข็ง มีพลัง มีความสุข เพราะได้เข้าใจตนเอง เข้าใจเพื่อนมนุษย์ผู้อื่น ขอให้ผู้ค้นพบทางเดิน นำผู้ไม่รู้ต่อไปด้วยเทอญ”

พลอย:
“หนูอยากให้ศิลปะบำบัดมีอีกนานๆ ถ้ามีศิลปะบำบัดอีกครั้งหนูจะมาอีก เพราะช่วยให้หนูมีคาวมมั่นใจในตัวเองขึ้นและได้มาสนุกกับเพื่อนที่ไม่รู้จักมาก่อน”

คุณยายน้องพลอย:
“ศิลปะบำบัดช่วยให้เด็กมีช่วงชีวิตที่เก็บความสุข ความทรงจำที่ดีไว้ อย่างน้อยก็ช่วงสั้นๆ ระยะสั้นๆของชีวิตหนึ่ง เราสามารถอ่านความรู้สึกที่เด็กแสดงออกจากงานศิลปะและเก็บไว้อ่านใจและความรู้สึกของเขาได้ ภาพถ่ายที่ได้บันทึกเรื่องราวของการเดินทางนี้จึงเต็มไปด้วยความประทับใจ อารมณ์สุข สนุก ขบขัน และเศร้าลึกๆที่ผู้ใหญ่ควรต้องเรียนรู้ จะได้ช่วยประคับประคองเขาต่อไป”

ภัทร:
“ดีมากครับ ไม่อยากให้จบเลย อยากเดินทางไปให้ไกลที่สุดไม่มีวันสิ้นสุด ไม่อยากให้มีโค้งสุดทายของชีวิต อยากบอกว่ามันทำให้ผมรู้จักสิ่งดีๆมากมายและรู้ว่าการเดินทางต้องมีที่สิ้นสุด มีจุดจบ มีความตาย”

คุณแม่น้องภัทร:
“การได้เข้าร่วมโครงการศิลปะบำบัดคอร์สนี้ นับว่าได้เป็นแม่และลูกคู่หนึ่งที่ที่โชคดีได้รับความกรุณาจากคุณหมอให้เข้าร่วมกิจกรรม ทำให้ได้พบว่าชีวิตทุๆคนมีคุณค่าอย่างมากที่สุด คุณแม่ก็รักลูก ถึงลูกแต่ละคนจะมีร่างกาย มีสุขภาพจิตใจเป็นอย่างไร คำว่าแม่นี้ยิ่งใหญ่มาก สามารถอดทน มุ่งมั่น ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆเพื่อลูกที่เรารักได้ และศิลปะก็ยังเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกได้ดีมาก”

คุณแม่น้องเบลล์:
“วันเริ่มต้น ดูความรู้สึกแปลกๆนิดๆ พอต่อมาเรื่อยๆจนถึงความรู้สึกช่วงกลางก็ตอบตัวเองว่า “ดีนะ”คำว่าดีมันมีความหมายลึกซึ้งอย่างบอกไม่ถูก มีโอกาสดีกับทุกคนจริงๆ ขอบคุณมาก ได้ยิ้มตลอด คงจะใจหายนะ แต่ก็ยอมรับได้ กิจกรรมแบบนี้คงมีไม่รู้จบนะคะ”

พี่อร:
“อยากให้จัดกิจกรรมอย่างนี้ให้กับผู้ป่วยเด็กอีกบ่อยๆ เพราะเด็กป่วยทางกายแล้วแต่จิตใจไม่ได้ป่วย จะได้มีกำลังใจอยู่ต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บต่อไป”

เฟรม:
“ผมไม่สามารถออกมาเป็นคำพูดได้ว่าศิลปะนี้มันสนุกที่สุด”

คุณตาน้องเฟรม:
“อยากให้โครงการนี้มีขึ้นอีกและตลอดไป เป็นการที่ดีต่อการบำบัดให้กับผู้ป่วยและมีกำลังใจต่อสู่ต่อไป ดังนั้นศิลปะบำบัดจึงดีต่อการช่วยรักษาบำบัดต่อผู้ป่วย ขอบคุณครับ”

แบงค์:
“ถ้าความเห็นของผม ผมว่าน่าจะให้มีกิจกรรมแบบนี้อีก เพราะว่าทำแล้วมีความสุข ได้เพื่อนใหม่จะได้ไม่เหงา หลังจากนี้ผมก็คงไม่ได้นอนที่โรงพยาบาลแล้ว คงจะมาตรวจแล้วก็กลับ ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกมั๊ย แต่ว่านะถึงตัวไม่ได้อยู่ด้วยกันขอแค่ใจของพวกเราสื่อถึงกัน แค่คิดถึงกันก็มีความสุขแล้ว”

ษา:
“วันนี้สนุกมากๆถึงแม่จะไม่มาแต่ก็ยังมีป้าแบนที่รักของษามาแทน ษารักป้าแบนมากที่สุดเลยค่ะ ทุกกิจกรรมที่เราทำกันมาถึงสิบครั้ง ถึงแม้สาจะมาไม่ครบแต่มันสนุกทุกิจกรรมเลย ทั้งยิ้มได้ ทั้งมีความสุขสนุกสนาน ขอบคุณพี่ๆทีมงานทุกคนที่ได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมา ขอบคุณพี่กชพี่พริมที่ช่วยอธิบาย ขอบคุณพี่เอยที่ช่วยร้องเพลงเพราะๆ ขอบคุณพี่หมีที่ช่วยเล่นกีตาร์เพราะๆ ขอบคุณพี่ๆทุกท่านค่ะ ความสุขมันจะอยู่กับเราตลอด ไม่มีวันจะจากเราไปไหน ขอให้ครอบครัวทุกคนมีความสุข สุขภาพแข็งแรงนะคะ”

เบลล์:
“วันนี้เบลล์มีความสุขมาก ชอบเพื่อน ชอบพี่ทุกคน ขอให้มีสุขภาพดี แข็งแรงตลอดไป”

คุณแม่น้องแยม:
“อยากขอบคุณทีมงานทุกคน โดยเฉพาะคุณกช คุณพริม คุณเอย คุณหมี ฯลฯ พวกคุณแน่มาก จิตใจเยี่ยมมากๆ รู้สึกเห็นใจทีมงานมากๆที่ทำงานกันอย่างเต็มใจ แม้ว่าบางครั้งบรรดาผู้เข้าเรียนรู้อาจมรความจำเป็นและความยุ่งยากกับปัญหาในการครองชีพ ทำให้ละเลยประโยชน์ที่ตนเองได้รับ”

แยม:
“ขอให้ทุกคนที่นี้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บแบบแยม ต้องสู้ต่อไป ถ้าไม่สู้แล้วจะเอาอะไรกินนะคะ บางคนก็ต้องสู้ บางคนก็ไม่สู้ แยมขอให้ทุกคนสู้ต่อไป เข้าใจนะคะ ปีหน้าฟ้าใหม่เรามาเจอกันใหม่นะคะพี่ๆ แยมรักทุกคนที่นี่”

ยิม:
“รักพี่ๆ คิดถึง”

พี่เจี๊ยบ:
“เมื่อการเดินทางมาถึงจุดหมายก็คงเหมือน “มีพบก็มีการจากลา” แต่การจากรั้งนี้ไม่ได้จากไปไหน ก็ยังจะอยู่ในใจและความทรงจำของเจี๊ยบว่าได้เดินทางมายังที่ที่นี้ ที่มีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆมาทำกิจกรรมต่างๆ เหมือนค่ายที่ให้ความรู้ ความสนุกสนานต่างๆนานา อยากบอกว่ารักและคิดถึงพี่ๆน้องๆและทีมงานทุกคน ไม่อยากจากลาเลย จะเก็บความทรงจำที่นี่ไว้ในใจเสมอค่ะ เพราะมีเรื่องราวดีๆได้ผ่านเข้ามา
ปล.อยากให้มีกิจกรรมดีๆอย่างนี้อีก เพราะอยากให้น้องๆเขาได้ใช้ศิลปะบำบัดนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันของน้องๆทุกคน”


เคนโก:
“ศิลปะบำบัดช่วยให้มีกำลังใจมากขึ้น”

คุณแม่น้องเคนโก:
“ศิลปะบำบัดได้จุดประกายให้เรามีกำลังใจในการดำเนินชีวิต โดยการต่อสู้ที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกใบนีอย่างมีความสุขและมีความหวังโดยไม่ย่อท้อ และอยากให้มีกิจกรรมนี้อีก”